event

2005/Nov/28

อ่านสิ ... ขนลุกเลย ....

"อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย"

เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง
วิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า

"อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ"
"ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ"

ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่
มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ
แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ
ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว

เสียงเอะอะดังมากขึ้น ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ
ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม

"พี่หนอม มีไรหรอคะ"
"ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย"
พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้

"ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ"
แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่

"เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว
ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ" ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ
ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้
แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า

"อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ
เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ"

ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ
แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่

"ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"
แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่าง จากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า

"ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ"
เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า
"แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..."

แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า
"ทีหลังอย่าโขมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ
น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ
เอ้า...เอา ส้มไป ฝากคุณแม่ซิ คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย"

แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป
หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที
"ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ"
แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า
"ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก
แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง"
"แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่"
ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า

"แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก
จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่า
กว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะ
จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"

ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า
"แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า"
"ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร"
"แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่"
"ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ
มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"

แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า
"จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ
อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้"

แล้วแม่ก็พูดต่อว่า
"ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง
อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"

......หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย
จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตาว่า
คำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ

หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด
แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ
สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า
เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน
แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน
แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่

ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น
ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ
แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไป
หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ

หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น
แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก
คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย
ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ
เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด

หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง
หลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน
หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้
หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที
แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมอง
เป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น
.... ฉันก็ตกลง

หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที
ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่
และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้
หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก
โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม
อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท
เมื่อรวมกับค่ายา ระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท

ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน
ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย
แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง

หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จ
และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรง พยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือน
ก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน
ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท เป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น

ฉันแปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัด
และเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ
ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัว
ไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา
แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉัน
พร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น
เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์
ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้

ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท

ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง

ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า

นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร'

อ่านแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างคะ ??

2005/Nov/25

* คำเตือนในการอ่านไดวันนี้ *
คนที่เป็นโรคหัวใจ โรคความดัน จิตอ่อน เด็ก สตรีมีครรภ์
ควรข้ามช่วงแรกๆไปเนะคะ เตือนแล้วนะคะ

===========================

เมื่อวานได้มีโอกาสไปดูหนังไทยอีกเรื่องนึง
" ลองของ " ที่ เมเจอร์รัชโยธิน นัด แสตมป์ ไปดูด้วย
บรรยากาศในงาน น่ากลัวดีทีเดียวล่ะค่ะ

มาดูสิ ผู้หญิงรูปข้างบนเขาเป็นใคร
ทำไมมานั่งอยู่คนเดียว ไม่ยอมเดินไปหน

จ๊ากกก เมื่อเข้าไปใกล้ๆ เธอโดนของค่ะ
ตาโดนปิด จากก็โดนเจาะ มายก๊อด

แล้วผู้ชายคนนี้ล่ะ ? เป็นอะไร
ดูข้างตัวเขาสิ เหมือนสำไส้สุกๆ

แม่เจ้า เขาโดนเบ็ดตกปลาเข้าเต็มตัวเลย
แถมหน้าอกก็มีแผลเต็มตัวไปหมด -*-

ส่วนนี่ ก็เป็นส่วนหนึ่งในหนังเรื่องนี้
รับรองว่าได้เจอในหนังแน่ๆค่ะ เฟิร์มๆ

ทำเอาจะอ๊วก และไม่กล้าเข้าใกล้เลยนะคะ

อุปกรณ์ช่วยเหลือในการดูหนังเรื่องนี้
เขาแจกตอนลงทะเบียนค่ะ
มันคือ ถุงอ๊วก และ ยาดม ต้องพกนะคะ ช่วยได้เยอะ

ข้ามความสยอง อี๋ แหวะ มาดูบรรยากาศบนเวทีบ้างดีกว่า
นี่คือ โฉมหน้าผู้กำกับทั้ง 7 คนที่กำกับหนังเรื่อง ลองของ

นี่คือ นักแสดงหน้าใหม่ทั้ง 6 คน ค่ะ
ใสกิ๊งเลยนะคะ ในหนังก็อืมมมม ต้องดู

ตัวเองของเรื่อง ครูพนอ รับบทโดย มะหมี่
ทำให้เมเม่กลัวมะหมี่อ่ะ เขาเล่นได้โดนมากๆ เหมือนจริง

มะหมี่ยังย้ำอยู่ว่า เสียวสยองทุก 2 นาที ค่ะ

จากนั้นก็ถ่ายรูปร่วมกันค่ะ

☺ ☻ ☺ ☻ ☺

มาพูดถึงเรื่องตัวหนังกันบ้างดีกว่านะคะ รูปหมดแล้ว

..ลองของ เสียวสยองทุก 2 นาที..
เขาย้ำนักย้ำหนาว่างั้น ตอนแรกคิดว่า จะจริงเหรอ
พอได้ดูแล้ว อืม..จริง แบบว่า อึ้ง โอ๊วว ฮือๆๆๆ ><*
เนื้อเรื่อง เมเม่ขอไม่เล่าเจาะลึกรายละเอียดแล้วกันนะคะ
ให้ไปสยองกันเองในโรงค่ะ เอ๊ะ หรืออยากให้เล่าให้ฟัง
ถ้าอยากให้เล่า ก็บอกแล้วกันนะคะ จะมาเล่าให้ฟัง

แม่เจ้า ...หนังอะไร ทำไมน่ากลัวแบบนี้คะ
ช่างกล้ามากๆนะคะ ที่ทำหนังแบบนี้ออกมา
แน่นอนว่าผ่านกองเซ็นเซอร์แล้วด้วย คือถ้าเป็นไปด้วยนะ
ก่อนดูไม่ควรกินอะไรไปเยอะนะคะ แล้วก็ควรจะหายาดม,ถุงอ๊วก
เข้าไปด้วย เพราะมันจะทำให้ "แหวะ" น่ากลัวแล้วยังจะแหวะอีกอ่ะ

แล้วนอกจากจะ อี๋ แหวะ น่ากลัว แล้ว ยังได้แง่คิดด้วยนะ
แบบว่าเกี่ยวกับการเล่นไสยศาตร์ เล่นพวกมนต์ดำน่ะ
มันไม่ได้มีอะไรดีเลย มีแต่จะเข้าตัว ถ้าทำไปแล้ว
มันจะติดตัวไปจนตายเลยทีเดียวนะคะ

แล้วตอนจบก็จบลงอย่างเข้าใจ คือมันเป็นไปตามเรื่องของมัน
ไม่เหมือนรับน้องฯ เมเม่เดินออกมาจากโรงหนัง
ยังดมยาดมอยู่เลยอ่ะค่ะ หลอน ภาพติดตาเลยนะ
ออกมา โดนดึงไปสัมภาษณ์ด้วย 555 แหมม เขินๆๆ

เมเม่ให้ 9 เต็ม 10 เลยค่ะ จริงๆนะ
อันนี้ให้จากใจเลยนะคะ หัก 1 คะแนน
ตรงนักแสดงล่ะค่ะ ยังใหม่อยู่ พูดบท เหมือนอ่านไปหน่อย
แต่อย่าเอามาใส่ใจเลยค่ะ ^_^

2005/Nov/16

เมื่อวานไปงานแถลงข่าวเปิดตัวอัลบั้ม Golf Mike
ที่ตึก GMM จัดซะ lobby เลยนะคะ มันก็ไม่ได้ใหญ่อะไร
แต่คนนี่แน่นซะ เฮ้อออออออ เหนื่อยเลยค่ะ

☻ ☻ ☻ ☻

มาดูรูปกันดีกว่านะคะ
งานวันนี้อลังการจริงๆเลยนะคะ
แบบว่า มีปูพรมแดงด้วยล่ะ ทั้งๆที่ ที่ก็ไม่ได้ใหญ่อะไร

gm_press.jpg

คนเยอะมากมาย เห็นป่ะ ยาวไปถึงข้างล่าง
ตอนแรกนึกว่ารอใครเสด็จ หรือเปล่าอ่ะ

เปิดตัวด้วยการเต้น ด้วยลีลาที่พริ้วไหวของ กอล์ฟ และ ไมค์
ใส่รองเท้าสเก็ตออกมาไหลๆด้วยนะคะ โอ๊ย หูจะแตก

gm_dance2.jpg

gm_dance4.jpg

gm_dance5.jpg

หลังจากเต้นเสร็จ ก็มีสาวมาให้ดอกไม้ค่ะ
เป็นตัวแทนจาก จี จูเนียร์รุ่น 2 หน้าตาน่ารักเชียว

gm_talk03.jpg

แล้วก็มาถึงช่วงพูดคุยนะคะ โอ๊วว ถ่ายลำบาก
เพราะน้องๆ เบียดกันจัง จนเมเม่ทนไม่ไหว
ขอออกไปด้านหน้าเลยค่ะ แล้วคนคุมเขาก็บอกให้อยู่หลังเล็ก
เฮ้ออ หันไป มีที่ได้แค่ ขาเดียวเท่านั้นแหละ
เลยตัดสินใจ หย่อนขาลงไป แล้ว นั่งบนเหล็กนั่น แหละ
อิอิ เข้าก้นพอดี 555555555555555555555555555

พอคุยกันได้ที่ ก็พักเหนื่อย เพื่อรอสัมภาษณ์ค่ะ
แล้วก็ออกมาถ่ายรูปรวมกันก่อนกับ จีจูเนียร์ และ ครอบครัว

จากนั้นเมเม่ก็ได้สัมภาษณ์ทั้งรวม และ สัมภาษณ์เดี่ยว
ขอขอบคุณพี่ pr ด้วยนะคะ ที่ให้เมเม่สัมภาษณ์เดี่ยว
หลังจากนั้น ก็ถ่ายรูปภาพนิ่งค่ะ
... รูปไหนรูปเล็ก คลิ๊กดูรูปใหญ่นะคะ ...

gm_01.jpg

gm_03.jpg

แล้วกอล์ฟไมค์ ก็เข้าไปถอดเสื้อนอกออก เช็ดหน้าเช็ดตา
แล้วก็ออกมาแจกลายเซ็น ใครมี CD ก็เข้ามาต่อคิวค่ะ
แถวยาวออกไปนอกตึกเลยนะคะ 5555555

gm_sine2.jpg

ซื้อซีดี ก็จะได้ใกล้ชิดแบบนี้ละค่ะ ^^

gm_sine.jpg


แล้วก็จากกัน ด้วยรอยยิ้มนะคะ ^^

♥ ♥ ♥ ♥